สภาพอากาศแปรปรวน: ภัยเงียบกระตุ้นโรคประจำตัวผู้สูงอายุ และ 7 วิธีรับมือ
สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันจากพายุเขตร้อนและร่องมรสุม ซึ่งทำให้เกิดฝนตกสะสมสลับกับอากาศร้อนอบอ้าว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะการกระตุ้นโรคประจำตัวจนอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต
โรคประจำตัวที่ถูกกระตุ้นจากสภาพอากาศแปรปรวน
โรคระบบทางเดินหายใจ: อุณหภูมิที่ผันผวนอย่างรวดเร็วและอากาศแห้งจะกระตุ้นการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย รวมถึงสารก่อภูมิแพ้และฝุ่นขนาดเล็ก ซึ่งกระตุ้นให้เกิดโรคหอบหืด และหากอาการรุนแรงอาจนำไปสู่โรคปอดอักเสบได้
โรคเบาหวาน: สภาพอากาศที่เย็นจัดจะส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของอินซูลินในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด นำไปสู่อาการของโรคเบาหวานที่รุนแรงขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน
โรคความดันโลหิตสูง: สภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวและการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิจะบังคับให้หลอดเลือดของผู้สูงอายุหดตัวและขยายตัวสลับกันอยู่ตลอดเวลา กลไกที่ผิดปกตินี้เป็นอันตรายต่อชีวิตอย่างมาก
โรคหลอดลมอักเสบ: การเปลี่ยนแปลงฉับพลันของอุณหภูมิ ความชื้น และฝุ่น PM 2.5 จะกระตุ้นให้เกิดอาการไอ เจ็บหน้าอก มีเสมหะ และมีไข้ จนอาจกลายเป็นอาการเรื้อรัง
แนวทางการป้องกันและดูแลตนเองสำหรับผู้สูงอายุ
ผู้สูงอายุสามารถดูแล และลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศแปรปรวนได้ด้วย 7 วิธีการหลัก:
1.ติดตามข่าวสาร: ติดตามการพยากรณ์อากาศและคำเตือนจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อวางแผนรับมือและประเมินสถานการณ์
2.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์: เน้นสารอาหารที่ช่วยฟื้นฟูร่างกายและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อสู้กับความเจ็บป่วย
3.หมั่นออกกำลังกาย: บริหารกล้ามเนื้ออย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เคลื่อนไหวร่างกายได้สะดวก และช่วยเสริมสร้างสุขภาพทั้งทางกายและจิตใจ
4.ดูแลความสะอาดที่อยู่อาศัย: ทำความสะอาดบ้านเรือนเพื่อลดการสะสมของฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ และควันพิษที่เป็นตัวกระตุ้นโรค
5.หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง: หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด สภาพอากาศที่ร้อนจัดหรือเย็นจัด รวมถึงเว้นจากการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์
6.สวมหน้ากากอนามัย: ป้องกันระบบทางเดินหายใจจากมลพิษ ฝุ่นละออง และการแพร่กระจายของเชื้อโรค โดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่ในกลุ่มคนจำนวนมาก
7.หมั่นสังเกตอาการและปรึกษาแพทย์: ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายและสังเกตความผิดปกติอย่างใกล้ชิด หากพบว่ามีไข้หรืออาการเจ็บป่วยแย่ลง ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที
